Blogger

Blogger

เขียนโดย พิสน วุฒิพิทักษ์สถาพร

จากวิศวกรโยธาผันตัวสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจด้าน Marketing Online  ด้วยความชอบในการเขียนเว็บไซต์และDigital Marketing จึงได้มีโอกาสออกแบบเว็บไซต์และโฆษณามาแล้วมากมายทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ ปัจจุบันเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท ฟิเน็กซ์ดิไซน์ จำกัด ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งเพื่อให้บริการด้านออกแบบเว็บไซต์ และทำการตลาดธุรกิจOnline

www.finexdesign.com

Finexdesign Co.,Ltd

061-661-4552

mamoji3---Copy

แน่นอนว่าสถานการณ์แพร่ระบาดจากไวรัส COVID-19 ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักหนาสาหัสให้กับทุกกลุ่มธุรกิจในเมืองไทย ทำให้พฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคเปลี่ยนไป หลายๆธุรกิจต้องหยุดการผลิตและไม่ได้ไปต่อ แต่ก็ยังมีธุรกิจอีกหลายๆแบรนด์ที่สามารถตั้งรับอีกทั้งยังสามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาศ ใช้จังหวะเวลานี้สร้างธุรกิจใหม่ๆ ที่มีแนวโน้มไปต่อได้อย่างแน่นอนในปี 2564

 

MAMOJI แบรนด์เครื่องสำอางน้องใหม่ พร้อมปล่อยหมัดเด็ดสู้ศึกในตลาดวงการสกินแคร์

MAMOJI (มาโมจิ) แบรนด์เครื่องสำอางบำรุงผิว โดยใช้เวลามากกว่า 5 ปี ในการระดมเงินทุน ออกแบบวิจัย ตลอดจนปรับปรุงและพัฒนาสูตรเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีคุณภาพมาตรฐาน ให้ความรู้สึกนุ่มละมุน อ่อนโยน เบาสบาย ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด

แต่หลายๆคนนั้นไม่ทราบว่าผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์MAMOJI นั้นคือ คุณ พิสน วุฒิพิทักษ์สถาพร ผู้ก่อตั้งบริษัทฟิเน็กซ์ดิไซน์ ซึ่งเป็นบริษัทแถวหน้าด้านการทำเว็บไซต์ และDigital Marketing ที่มีความพร้อมทั้งอุปกรณ์ เทคโนโลยี และ เทคนิคทำโฆษณาระดับเทพที่อยู่เบื้องหลังกำไรหลายพันล้านของธุรกิจมากมายในประเทศไทย 

และในวันนี้เอง Mamoji จึงนับได้ว่าเป็นแบรนด์เครื่องสำอางที่มีความแข็งแกร่งด้านภาพลักษณ์ที่ชัดเจนไปทางมินิมอล นุ่มละมุน แบบธรรมชาติในสไตล์ญี่ปุ่น และมีแนวโน้มเติบโตอย่างสูงในอนาคตอย่างแน่นอนจากแรงสนับสนุนของบริษัทแม่อย่าง"บริษัทฟิเน็กซ์ ดิไซน์" ที่พร้อมผลักดันด้านการตลาดออนไลน์ พร้อมสร้างคอนเท้นโฆษณาสุดครีเอทแบบ Non Stop ไม่ว่าจะเป็น เว็บไซต์ ,Google,Facebook,Line Official ,Youtube ตลอดจนContentส่งเสริมการตลาดแบบไม่อั้น เพราะเจ้าของแบรนด์MAMOJIนั้นมีสตูดิโอผลิตโฆษณาเป็นของตัวเอง ทำให้ลดต้นทุนด้านการตลาดไปอย่างมหาศาล เกิดความได้เปรียบเหนือคู่แข่งในทุกๆด้าน

 

เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ MAMOJI
www.mamoji.shop

 

 

1111

rev

67---Copy

sef

Untitled-2

 

แน่นอนว่ามีเพื่อนๆหลายคน ที่มีความสนใจอยากจะมีเว็บไซต์เป็นของตนเอง ซึ่งการที่จะมีเว็บไซต์นั้น เราสามารถทำได้ด้วยการเขียนเว็บด้วยตัวเอง โดยอาศัยความรู้ในการเขียนโปรแกรม เพื่อนำความรู้ดังกล่าวมาใช้ในการควบคุมการทำงานของเว็บไซต์ ทั้งนี้เรายังสามารถเลือกใช้เว็บสำเร็จรูป เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการสร้างเว็บไซต์ได้อีกด้วย การที่จะมีเว็บไซต์ในปัจจุบัน จึงถือได้ว่าไม่ใช่เรื่องยาก เพราะมีหลากหลายทางเลือก ที่เราสามารถเลือกได้ อย่างไรก็ตามการที่จะมีเว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพนั้น แม้การมีเว็บไซต์จะเป็นเรื่องง่าย แต่เว็บที่มีประสิทธิภาพ ที่ช่วยให้เราสร้างยอดขาย หรือสร้างการเข้าถึง ทำให้เราเห็นผลลัพธ์อย่างที่เราต้องการนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังนั้นเราจะต้องทำเว็บออกมาให้มีประสิทธิภาพ หากใครยังขาดความรู้ในการเขียนโปรแกรม หรือขาดทักษะในการออกแบบเว็บไซต์ แนะนำว่าให้เราใช้บริการกับบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญ บริษัทจะมีประสบการณ์มาอย่างยาวนานในการออกแบบเว็บไซต์ รวมทั้งมีกลยุทธ์ทางการตลาดเยอะมาก เพราะเก็บข้อมูลมาหลายปี ซึ่งวันนี้เราก็ขอนำเสนอถึงพลังทวีที่เรียกว่า Leverage Power จากการมีเว็บไซต์เป็นของตนเองมาฝากท่าน เพื่อให้ท่านที่อยากมีเว็บไซต์ มั่นใจได้ว่าการมีเว็บสักเว็บนั้น ท่านจะได้ประโยชน์จากมันอย่างคุ้มค่าอย่างแน่นอน

front-view-elder-woman-holding-laptop23-2148475025

 

พลังทวีหรือ Leverage Power ที่ท่านได้รับจากการมีเว็บไซต์นั้น เป็นสิ่งที่หลายคนอาจจะคาดไม่ถึง เพราะการทำตลาดเป็นโลกออนไลน์ เป็นเรื่องใหม่สำหรับหลายๆคน ซึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดพลังทวีขึ้นได้นั้น มาจากการที่เรามีเว็บไซต์ จะทำให้ธุรกิจของเรา เกิดการเข้าถึงจากผู้คนทั่วโลก ไม่เหมือนกับการมีหน้าร้านปกติทั่วไป เพราะการที่มีหน้าร้านปกติทั่วไปนั้น เรากลับได้รับการเข้าถึงจากผู้คนในละแวกนั้นที่ร้านเราตั้งอยู่เท่านั้น ในขณะเดียวกัน หากเรามีหน้าร้านออนไลน์นั้น นอกจากเราจะขายในพื้นที่บ้านแล้ว เรายังสามารถที่จะนำเสนอสินค้าให้กับผู้คนจากทั่วโลก จากที่มีลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าเราได้เพียง 100 คน กลับกลายเป็นว่าเราสามารถเข้าถึงได้ถึงหลักล้านคนเลยทีเดียว ดังนั้นอยู่ที่เราแล้วว่าเราจะมีวิธีในการปิดการขายอย่างไร หรือนำเสนอสินค้าอย่างไรเพื่อสร้างความสนใจ ให้สินค้าหรือบริการของเรานั้น สามารถที่จะขายออกไปได้มากที่สุด นี่แหละคือพลังทวีที่มาจากการใช้ประโยชน์จากเว็บไซต์ ดังนั้นแม้ว่าการจ้างทำเว็บไซต์นั้น จะมีค่าใช้จ่ายที่สูง แต่เงินก้อนที่ต้องใช้ในงวดแรกนั้น เราจ่ายเพียงครั้งเดียวเท่านั้น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในอนาคตแล้ว เพราะเงินก้อนที่เราจ่ายมีแค่ครั้งแรก ที่จะต้องจ่ายเป็นค่าออกแบบและค่าเขียนโปรแกรมเท่านั้น แม้จะมีค่าใช้จ่ายอื่นตามมาบ้าง แต่มักจะเป็นค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา อาทิเช่น ค่าดูแลเว็บไซต์ ค่าโฮสติ้ง และค่าโดเมนเท่านั้นเอง

 

แม้ว่าการที่เราจะมีเว็บไซต์สักเว็บนั้น อาจเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งเท่านั้น แต่ทราบหรือไม่ว่าพฤติกรรมของคนในยุคสมัยปัจจุบันนั้น ได้เปลี่ยนไปแล้ว คนในสมัยก่อน หากต้องการซื้อสินค้าสักชิ้น ก็ยอมที่จะเสียเวลาเดินทางไปซื้อถึงหน้าร้าน เพราะคาดหวังว่าจะได้สินค้าตามที่ต้องการ แต่พอเวลาผ่านไป การซื้อสินค้าออนไลน์เริ่มสะดวกและเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะคนสมัยใหม่ต้องการรักษาเวลา อยากจะบริหารเวลาให้ดีที่สุด อยากใช้เวลาไปกับการทำงาน ทำธุรกิจ รวมถึงใช้เวลากับการพักผ่อนอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ดังนั้นจึงไม่อยากเสียเวลาไปกับการเดินทาง เพื่อไปต่อคิวซื้อสินค้าถึงหน้าร้าน ซึ่งการซื้อสินค้าออนไลน์นั้น เราสามารถทำรายการสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ได้ โดยใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที แต่ถ้าเราเดินทางไปซื้อสินค้าถึงหน้าร้าน เราก็เสียเวลาหลายชั่วโมง แถมยังเสี่ยงรถติด และต้องต่อคิวยาวเหยียด ทั้งนี้การเดินทางไปซื้อสินค้าที่หน้าร้าน เราต้องยกของและขนย้ายของเองด้วย จึงทำให้ไม่ได้รับความสะดวกสบายเหมือนกับการซื้อผ่านเว็บ จึงไม่แปลกที่คนหันมาซื้อออนไลน์แทนการไปซื้อจากหน้าร้าน

 

การมีเว็บไซต์นั้น ถือว่าสร้างข้อได้เปรียบให้กับธุรกิจเราได้เยอะมาก ซึ่งเราจ่ายค่าทำเว็บเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่เราสามารถใช้ประโยชน์จากมันไปได้ตลอด แถมมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายในอนาคต ที่ถูกกว่าการมีหน้าร้านมาก จึงทำให้หลายๆธุรกิจเลือกที่จะขายสินค้าออนไลน์อย่างเดียว โดยไม่มีการเช่าหน้าร้านเพิ่ม เพราะค่าใช้จ่ายในการเช่าหน้าร้านในทำเลที่ดี เพื่อขายสินค้านั้น มีค่าใช้จ่ายที่สูงตั้ง อาจจ่ายรายเดือนมากถึงเดือนละ 30,000 บาทเลยทีเดียว เพื่อที่จะให้ได้ทำเลที่มีคนผ่านไปผ่านมา และสามารถที่จะขายสินค้าได้จริงๆ หากเราไม่ยอมเลือกทำเลที่ดี หรือไปเช่าหน้าร้านที่ค่าใช้จ่ายต่ำ ที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านไปมา แน่นอนว่าเราจะไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีเท่าที่ควร ในขณะเดียวกัน การทำเว็บเราเข้าถึงคนมากมาย แต่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ซึ่งจะอยู่ที่เราแล้วว่าคนจากทั่วโลก ที่เข้าถึงเว็บของเรานั้น เราสามารถทำให้สินค้าของเรามีความน่าสนใจ หรือทำให้สินค้าของเราโดดเด่นน่าเลือกซื้อมากแค่ไหน ความรู้ทางการตลาดเบื้องต้น อาทิเช่น การตั้งราคา การจัดโปรโมชั่น ก็เป็นอีกทางเลือกที่เราสามารถสร้างยอดขายให้สูงได้ แม้จะเป็นการทำตลาดออนไลน์ก็ตาม

 

Untitled-1

การลงโฆษณาออนไลน์นั้น ถือได้ว่าเป็นอีกทางเลือก ที่จะช่วยให้เราได้กลุ่มลูกค้าเพิ่ม แม้ว่าในกระบวนการทำตลาดออนไลน์ เราสามารถหาลูกค้าได้หลากหลายวิธี ไม่จำเป็นที่จะต้องลงโฆษณาอย่างเดียว อาทิเช่น การลงประกาศในเว็บไซต์ที่เปิดให้ลงประกาศฟรี การลงขายสินค้าในเว็บ eCommerce หรือการทำ SEO ที่เป็นการทำอันดับ ให้เว็บของเรานั้นมีอันดับที่ดีในเครื่องมือค้นหา แต่หลายคนก็ไม่ละเลยที่จะศึกษาแนวทางการลงโฆษณา เพราะการลงโฆษณาออนไลน์ เป็นช่องทางที่เรามั่นใจได้ว่าจะช่วยให้เราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายมาก ไม่จำเป็นที่จะต้องนั่งรอนาน ช่องทางอื่นนั้น เราอาจจะต้องรอเป็นเวลานาน กว่าที่เราจะเห็นผลลัพธ์ที่ดี ซึ่งอาจจะใช้เวลานับเดือนนับปีเลยก็ได้ แตกต่างกับการลงโฆษณา ที่จะช่วยให้เราเห็นผลลัพธ์ที่ดีทันทีที่สินค้าหรือบริการของเราถูกนำเสนอออกไป ทั้งนี้เราก็มีแนวคิดในการลงโฆษณาออนไลน์ ที่จะช่วยให้ท่านประสบความสำเร็จ ในการทำตลาดออนไลน์ในเวลาอันรวดเร็ว โดยที่ท่านไม่ต้องรอนานเป็นเดือนเป็นปีเหมือนกับการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายด้วยวิธีอื่น

 

แนวทางในการเริ่มต้นยิง ads google เพื่อที่จะช่วยให้ท่านประสบความสำเร็จได้นั้น ช่วงเริ่มต้น ทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือเราจะต้องใส่คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องให้ได้มากที่สุด และพยายามนำเสนอสินค้าให้ดูกว้างมากที่สุด ปกติแล้วหลายคนอาจจะไม่ใช้วิธีนี้ เพราะการใช้วิธีนี้นั้นจะทำให้เราเข้าถึงกลุ่มลูกค้าหลากหลายประเภท ทั้งลูกค้าที่สนใจสินค้าของเราจริงๆ และกลุ่มลูกค้าที่ไม่ได้สนใจสินค้าเลยก็ได้ แต่ทราบหรือไม่ว่าการที่เราเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายนั้น จะช่วยให้เราทราบได้ว่า ตกลงแล้วกลุ่มเปา้มหายที่แท้จริงนั้น หรือลูกค้าที่มีความสนใจที่จะซื้อสินค้าจริงๆ มักจะค้นหาคีย์เวิร์ดอะไรกันแน่ เราจะได้รู้ว่าคีย์เวิร์ดไหน หรือเราจะต้องใช้คำประมาณไหน จึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ดี แต่หากเราเริ่มต้นด้วยการเจาะจงคีย์เวิร์ดมากเกินไป โดยใช้คำเพียงไม่กี่คำ เพราะต้องการลดความเสี่ยงนั้น บอกเลยว่าวิธีนี้จะทำให้เราเสียโอกาสเยอะมาก เพราะเราอาจจะขายได้เร็ว และมีค่าใช้จ่ายในการโฆษณาค่อนข้างต่ำก็จริง แต่เราจะไม่ได้กลุ่มลูกค้าเยอะแยะมากมาย ไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้ากลุ่มอื่นได้เลย เราจะได้ขายเพียงแค่กลุ่มลูกค้ากลุ่มเดียว เมื่อไหร่ก็ตามที่กลุ่มลูกค้ากลุ่มนั้นหมดไป หรือเราได้ขายให้กับลูกค้าในกลุ่มนั้นครบทุกคนแล้ว ธุรกิจของเราก็ไม่สามารถที่จะไปต่อได้ จึงทำให้เราขาดโอกาสที่จะได้ขยายตลาด สุดท้ายแล้วเราก็จะต้องปิดตัวลงไปในอนาคต

 

ดังนั้นในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้านั้น ให้เราเริ่มต้นด้วยการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในวงกว้าง พยายามใส่คีย์เวิร์ดกว้างๆ เพื่อช่วยให้มั่นใจได้ว่าเราจะได้เห็นกลุ่มลูกค้าอย่างหลากหลาย ที่เข้ามาสนใจหรือเลือกซื้อสินค้าของเรา แล้วเราค่อยคัดเอากลุ่มลูกค้าที่สนใจที่จะซื้อสินค้าจริงๆก็ได้

 

หลายๆคนอาจจะไม่ชอบการลงโฆษณากับ Google เพราะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง มักจะต้องจ่ายเป็นคลิก เมื่อมีคนคลิกเข้ามาชมเว็บ ก็ต้องจ่ายค่าโฆษณาออกไปแล้ว แต่ทราบหรือไม่ว่าการโฆษณาผ่าน Google หรือการยิง ads google นั้น สามารถเจาะจงกลุ่มคนได้ โดยเจาะจงเฉพาะคนที่สนใจสินค้าจริงๆได้ไม่ยาก ก็จะทำให้เราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ที่มีความต้องการซื้อสินค้ามากกว่า ซึ่งการที่เราสามารถที่จะเข้าถึงกลุ่มคนที่สนใจตัวสินค้าจริงๆ เราสามารถที่จะปิดการขายได้ง่ายมาก เพราะกลุ่มเป้าหมายมีความต้องการอยู่แล้ว หรืออาจจะมีความรู้เกี่ยวกับตัวสินค้าอยู่แล้ว จึงมีความมั่นใจในตัวผลิตภัณฑ์มากกว่ากลุ่มคนที่ไม่เคยรู้จักสินค้ามาก่อนเลย จึงไม่แปลกที่การลงโฆษณากับ Google นั้น แม้จะเป็นทางเลือกที่มีค่าใช้จ่ายสูงก็จริง แต่ก็ทำให้ธุรกิจเห็นผลลัพธ์ที่ดีอย่างสม่ำเสมอ บางธุรกิจยอมขาดทุนจากการลองผิดลองถูก โดยการลงโฆษณา Google ดูก่อนในช่วงแรก ยอมเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหลากหลายกลุ่ม เพื่อที่จะทราบได้ว่ากลุ่มลูกค้ามีกลุ่มไหนบ้าง ก็จะช่วยให้ทราบถึงกลุ่มลูกค้าในวงกว้าง เมื่อทราบแล้ว ก็กลับมาผลิตสินค้าเพื่อให้ทันตามความต้องการ บางธุรกิจผลิตสินค้าส่งขายไม่ทันกันเลยทีเดียว นั่นเป็นเพราะว่ารู้กลุ่มเป้าหมายทั้งหมด จนสามารถขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่ากันเลยทีเดียว

e

 

ช่วง Covid เป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายสำหรับหลายๆคน ทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายสำหรับเจ้าของธุรกิจด้วย เพราะตอนนี้ไม่ว่าใครก็เลือกที่จะเก็บเงินเอาไว้กับตัว ทุกคนประหยัดค่าใช้จ่ายกัน ไม่ยอมนำเงินมาจับจ่ายใช้สอย เพราะไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีเหตุการณ์เลวร้ายใดเกิดขึ้นมาบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าการที่คนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอยนั้น ทำให้ธุรกิจต่างๆไม่สามารถขายสินค้าหรือบริการใดๆได้เลย จนทำให้กิจการมากมายจำเป็นที่จะต้องปิดตัวไป ในเมื่อไม่สามารถขายสินค้าได้ ก็ไม่มีเงินหมุนเวียนเข้ามาเป็นค่าใช้จ่ายในบริษัท ไม่มีเงินสำหรับเลี้ยงพนักงาน แต่อย่างไรก็ตามทราบหรือไม่ว่า ในช่วง Covid ที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้าออกจากบ้านไปจับจ่ายใช้สอยนั้น เป็นช่วงเวลาทองของการทำตลาดออนไลน์ เพราะหลายคนเลือกที่จะซื้อสินค้าและใช้บริการต่างๆ ผ่านอินเทอร์เน็ตแทนที่จะซื้อขายผ่านหน้าร้าน แม้แต่อาหารก็มีการสั่งออนไลน์กันแล้ว ดังนั้นคนที่มีความรู้ในการทำตลาดออนไลน์ จึงได้เปรียบกว่าคนที่มีความรู้ในการขายผ่านหน้าร้านอย่างเดียว สำหรับท่านใดที่อยากจะเริ่มต้นกับตลาดออนไลน์ และยังไม่มีทักษะหรือขาดประสบการณ์ตรงในการทำตลาดออนไลน์ วันนี้มีบริษัทยิง Ads โฆษณา Google ที่พร้อมที่จะทำงานแทนท่าน มาดูกันเลยว่าหากเราจะเลือกบริษัท สำหรับทำโฆษณาให้กับธุรกิจของเรา เราควรที่จะเลือกอย่างไร ให้สินค้าของเราขายได้แม้จะเป็นช่วง Covid ก็ตาม

 

 

เทคนิคการเลือกบริษัทโฆษณาในการดูแลการยิง Ads โฆษณา Google นั้น เราจะต้องเลือกบริษัทที่ไว้วางใจได้ ต้องให้บริการมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี ซึ่งยิ่งบริษัทเปิดให้บริการมาหลายปี ก็ยิ่งส่งผลดี เพราะบริษัทนั้นจะมีประสบการณ์ในการทำงาน รวมทั้งสามารถนำประสบการณ์การทำงาน มาใช้ในการดูแลการยิง Ads โฆษณา Google ให้กับเราได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ช่วยให้เรามั่นใจได้ว่า เราจะมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจสูงมาก หากเราเลือกใช้บริการกับบริษัทที่ขาดความน่าเชื่อถือ หรือยังไม่ได้มีประสบการณ์มากนัก เราจะต้องเสี่ยงที่จะให้บริษัทนั้นลองผิดลองถูกกับเงินของเรา เพราะบริษัทมีประสบการณ์ค่อนข้างน้อย จึงไม่มีความรู้ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ที่เป็นกลุ่มลูกค้าที่สนใจในตัวสินค้าจริงๆ แต่การที่เราจ้างบริษัทที่มีประสบการณ์นั้น บริษัทนั้นย่อมมีประสบการณ์ในการลงโฆษณาให้กับหลากหลายธุรกิจ รวมถึงมีประสบการณ์ในการลงโฆษณาขายให้กับสินค้าแบบเดียวกับเรามาบ้าง ทำให้เราสบายใจได้เลยว่าการใช้บริการกับบริษัทโฆษณารายนั้น จะสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด เราไม่ต้องเสียเงินลองผิดลองถูกอย่างมากมาย เพราะได้ลูกค้ากลับมาทันทีที่ใช้บริการ

 

ทั้งนี้ในการเลือกใช้บริษัทโฆษณาที่จะยิง Ads โฆษณา Google ให้กับเรานั้น เราควรเลือกบริษัทที่ดูแลธุรกิจให้เราได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทนั้นควรที่จะมีบริการทำเว็บไซต์ และดูแลเว็บไซต์ให้กับเรา รวมทั้งมีบริการในการออกแบบโฆษณาให้กับเราด้วย เพื่อที่เราจะมั่นใจได้ว่าบริษัทนั้น ทำงานให้กับเราได้อย่างครบวงจร หากงานส่วนใดของเราตกหล่นหรือผิดพลาด ทางบริษัทพร้อมที่จะแก้ไขปรับปรุงให้เราได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เราไม่ต้องกังวล เพราะหากบริษัทไม่สามารถทำงานให้กับเราได้อย่างครบวงจร หรือทำให้เราได้เพียงส่วนใดส่วนหนึ่งนั้น หากวันหนึ่งเราติดขัดใดๆ เราก็ไม่สามารถที่จะไปต่อได้ ทำให้เราเสียโอกาสทางธุรกิจอย่างมากมาย ทางที่ดีก็คือควรเลือกบริษัท ที่พร้อมให้บริการเราอย่างครบวงจรจะดีที่สุด ทั้งนี้หากเราเลือกบริษัทที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์นั้น จะช่วยให้เราฝากให้บริษัทนั้น ดูแลการตลาดออนไลน์ให้เราได้อย่างครบวงจร โดยที่เราไม่ต้องเสียเวลามาโฟกัสการทำตลาดด้วยตัวเราเอง เราจึงมีเวลาในการทำอย่างอื่นมากยิ่งขึ้น ช่วยให้เรามีเวลาสำหรับการโฟกัสไปยังตัวสินค้าบริการของเรา และสามารถปรับปรุงสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถสร้างแบรนด์สินค้าอื่นๆได้อีกด้วย การเลือกบริษัทที่จะเข้ามาดูแลการตลาดออนไลน์ให้เรา จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ใช่ว่าเราจะเลือกโดยไม่สนใจบริษัทเลยได้ แต่ละบริษัทจะมีประสบการณ์การทำงานที่แตกต่างกันออกไป ทั้งที่ค่าใช้จ่ายที่เราจ่ายให้บริษัทที่เข้ามาดูแลโฆษณาให้เรานั้น ย่อมมีค่าใช้จ่ายที่ไม่แตกต่างกันมาก ดังนั้นอย่าลืมเลือกบริษัทให้ดีไปเลย จะได้ไม่เสียดายเงินทีหลัง

 

 

 

ความท้าทายของธุรกิจ ทำอย่างไรให้รอดในยุคโควิด

Picture2

            วิกฤตโรคระบาดอย่างโควิด ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกถึงขั้นระส่ำระสาย ไม่เว้นแม้กระทั่งกับประเทศไทยเองที่ธุรกิจน้อยใหญ่พากันปิดตัวลง ปลดคนออกเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย แต่หากใครที่ยังยืนหยัดได้อยู่ก็คงต้องสู้กันต่อไป นับว่าเป็นความท้าทายของธุรกิจอย่างหนึ่ง ที่ต้องมีการปรับตัวเพื่อให้รอดพ้นสถานการณ์นี้ไปได้

ฉันต้องรอด! – ฝ่าภาวะวิกฤตเพื่อไปเจอวิกฤตกว่า
          
ใครที่กำลังโอดโอยว่าโควิดทำเศรษฐกิจตอนนี้แย่ แล้วคิดว่าถ้าจบโควิดแล้วอะไรจะดีกว่านี้ บอกเลยว่า หลังจากที่เศรษฐกิจพัง ยังต้องใช้เวลาที่จะเยียวยา ฟื้นฟูต่ออีก 1 – 2 ปี โน้นแหละค่ะ แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งตาย เพราะเราต้องรอด! เราจะมาเตรียมตัวเพื่อฝ่าวิกฤตนี้กัน

5ff86dc56f6b9

 1.New Normal ในทุกกระบวนการ

                        ธุรกิจต้องเริ่มตื่นตัวที่จะเปลี่ยนกลยุทธ์และ Business Model เพื่อเพิ่มช่องทางในการหารายได้ หากคุณยังยึดติดอยู่กับวิธีการเดิม ๆ เท่ากับว่าคุณกำลังสวนกระแสวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น นั่นแปลว่าคุณกำลังฆ่าตัวตาย กลยุทธ์ที่กำลังมาในช่วงเวลานี้ ที่ต่อเนื่องติดพันมาตั้งแต่ช่วงกักตัว นั่นคือ การเปลี่ยนจากธุรกิจออฟไลน์ไปสู่ออนไลน์ จะเห็นได้ว่าช่วงกักตัว ผู้คนต่างใช้บริการออนไลน์กันเพิ่มขึ้นทวีคูณ ซึ่งยังคงต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้ ถือว่าเป็น New Normal ที่คนเริ่มคุ้นชิน สะดวกใจที่จะใช้บริการ การจับจ่ายซื้อของเกิดขึ้นได้ง่ายและรวดเร็ว นั่นจึงเป็นโอกาสที่ดีที่คุณจะคว้าเอาไว้ ส่วน Business Model  คุณจะต้องสภาพของตลาดตอนนี้ให้ออก เช่น เมื่อก่อนคุณอาจจะขายหน้าร้านเป็นหลัก แต่พอเจอโควิด คนมาเดินน้อยลง คนซื้อออนไลน์มากขึ้น ถ้าคุณยังดื้อดึงที่จะขายหน้าร้าน ธุรกิจคุณคงหายไปในเร็ววันแน่ ๆ และอย่าสุดท้าย คือ การแตกไลน์ของธุรกิจให้น่าสนใจมากขึ้น คุณอาจจะต้องลองทำ Mind Map ความคิดสักหน่อยว่า สินค้าของคุณมันตันแล้วหรือยัง ถ้ายัง สามารถต่อยอดอะไรออกไปได้บ้าง ซึ่งถ้าอันหนึ่งไม่ดี แต่อีกอันดีกว่า เราก็สามารถเทไปยังอันที่ดีกว่าได้นั่นเอง

5ff86dfc3c82a

 

2.ใช้ประโยชน์จากมาตรการเยียวยาของภาครัฐ

                    ผู้ประกอบการและเจ้าของกิจการจะต้องรีบประเมินสถานการณ์ธุรกิจของตัวเอง และวางแผน แนวทางที่จะนำเอามาตรการของภาครัฐมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับกิจการของตนเองมากที่สุด โดยอย่าไปจำกัดแค่ในเรื่องการกู้ยืมเงิน เพราะนั่นไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก แต่ควรขอคำปรึกษาเพื่อที่จะใช้ปรับปรุงกิจการ หรือกระบวนการภายในบริษัทให้ดีขึ้นกว่าเดิม การแนะนำเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าให้คุณงอมืองอเท้าเพื่อให้ภาครัฐเยียวยาอย่างเดียวนะคะ เพราะท้ายที่สุด การช่วยเหลือตัวเองคือทางออกที่ดีที่สุดแล้ว ไม่มีใครรู้ปัญหาได้ดีเท่ากับตัวผู้ประกอบการเอง

 

3.เทคโนโลยี : กุญแจสำคัญที่จะพาให้ธุรกิจรอด

                    จากการสำรวจพบว่าหนึ่งในธุรกิจที่จะยังคงอยู่ได้ในสภาวะเช่นนี้ นั่นคือ ธุรกิจด้านเทคโนโลยี นั่นแปลว่าการเปิดรับเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยในธุรกิจของคุณเป็นเรื่องที่ควรทำ หากผู้ประกอบการหรือเจ้าของกิจการสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดได้ จะเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากเทคโนโลยีจะเป็นกุญแจสำคัญในการลดปัญหาเรื่องต้นทุนค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนที่มาจากมนุษย์อย่างการจ้างพนักงานเพิ่ม หรือต้นทุนที่มาจากทรัพยากร ข้าวของเครื่องใช้ และยังเป็นตัวช่วยเพิ่มผลผลิตต่าง ๆ ในระยะเวลาที่สั้นที่สุดด้วย ให้เราจำไว้เสมอว่า ธุรกิจที่ฟื้นตัวได้เร็ว จะมีโอกาสอยู่รอดในช่วงหลังโควิดมากที่สุด และเราควรมองจุดนี้ให้เป็นโอกาสที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภาคธุรกิจ เพราะตอนนี้เศรษฐกิจของโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคเดิม ๆ ไปสู่ยุคดิจิทัลมากขึ้น เราจึงควรมีความคิดสร้างสรรค์ การไม่ยึดติดกับอะไรเดิม ๆ และเปิดใจกว้างต่อการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ด้วย

Picture5

 4.การรักษาความสัมพันธ์ของกลุ่มฐานลูกเก่า

                    หากคุณมีลูกค้าเก่าที่มีความเป็น Brand Loyalty แล้วล่ะก็ ควรเก็บรักษาพวกเขาเหล่านั้นไว้ให้ดี ๆ นะคะ เพราะภาวะแบบนี้มันยากจริง ๆ ที่จะหาลูกค้าใหม่ คุณอาจจะใช้วิธีพึ่งพากันระหว่างธุรกิจของคุณและกับของลูกค้า เพื่อให้เกิดการเป็นพาร์ทเนอร์ซึ่งกันและกัน การดูแลแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน จะช่วยให้เรา win-win ด้วยกันทั้งคู่นั่นเอง

            ใครกำลังประสบกับปัญหาจากวิกฤตตรงนี้ สามารถลองเอาคำแนะนำข้างต้นนี้ไปปรับใช้กับธุรกิจของตนเองดูได้ค่ะ สิ่งสำคัญคือการเผชิญหน้ากับปัญหาและอุปสรรคเหล่านี้ เพราะอย่างไรเสีย เราก็ยังต้องเจอกับปัญหาอยู่เรื่อย ๆ สู้กับมันให้เต็มที่ ขอเป็นกำลังดี ๆ ให้กับทุกคนนะคะ

 

พาไปดู PeTech เทคโนโลยีสัตว์เลี้ยง ทาสหมา แมว มีเฮ!

      Picture6

     เชื่อไหมคะว่า ธุรกิจสัตว์เลี้ยงนับวันมีแต่โตกับโต เพราะเหล่าบรรดาทาสสายเปย์มักจะยอมทุ่มเท เสียเงินเพื่อให้นายท่านแฮปปี้และสะดวกสบาย เข้าคอนเส็ปต์ “เสียเงินเท่าไหร่ไม่ว่า ลูกข้าต้องสบาย” ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เรากินมาม่าซองละ 10 บาท แต่นายท่านกินถุงละ 300 หรือจะเป็นของเล่น CF กันรัว ๆ แม้ว่าบางบ้าน เสียเงินเป็นแสน แขนไม่ไม่ยอมให้จับ แต่ก็ยังมีความสุขที่ได้ซื้อ และยิ่งเดี๋ยวนี้มีการผูกกับเทคโนโลยีที่เรียกว่า ”PeTech” เข้าไว้กับของเล่น เครื่องใช้เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ทาสอย่างเรา ๆ สบายขึ้นเยอะ เราจึงจะพาไปดูกันค่ะ

 

1.Waggit

waggit4

          ถ้าคนเรามี Garmin และ Apple watch ในการเช็คสุขภาพแล้วล่ะก็ ล่าสุด Waggit ปลอกคออัจฉริยะที่จะมาตอบโจทย์การดูแลสุขภาพของน้องหมาเช่นกัน นอกจากจะดูได้ว่าเจ้าหมาน้อยของเราฟิตขนาดไหน ยังช่วยให้เจ้าของดูแลสุขภาพน้องได้ดีกว่าด้วย โดย Waggit พัฒนามาให้วัดค่าต่าง ๆ ในร่างกาย ตั้งแต่ชีพจรการเต้นของหัวใจ คุณภาพการนอน อุณหภูมิร่างกาย รวมไปถึงความเจ็บป่วย แน่นอนว่าเจ้าอุปกรณ์นี้สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนของเราเพื่อเก็บข้อมูลและประมวลผลได้ด้วย

 

2.Unicall

unicall
            เทคโนโลยีจากแดนปลาดิบที่จะทำให้เจ้าของสามารถรู้ถึงความรู้สึกและอารมณ์ของสัตว์เลี้ยงได้ โดยตัวอุปกรณ์จะมีการติดเซ็นเซอร์ในการตรวจจับอุณหภูมิร่างกาย ความเร็ว และความรู้สึกได้ นำไปเชื่อมต่อกับสามาร์ทโฟน ก็จะแสดงผลบนจอมือถือให้ได้รู้กันว่านายท่านของเราอยู่ในอารมณ์ไหน

 

3.ทำประกันภัยสัตว์เลี้ยงด้วยลายจมูก

PIC
            Alipay แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ของจีนได้จับมือกับบริษัทประกัน คิดค้นเทคโนโลยีการตรวจจับลายจมูกของสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีความคล้ายของลายนิ้วมือในคน ซึ่งเทคโนโลยีจะไปทำการสร้างไฟล์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับสัตว์เลี้ยงแต่ละตัว โดยใช้ลายจมูกและข้อมูลของพวกมันเพื่อยืนยันข้อมูล ทางอาลีเพย์มีเคลมมาด้วยค่ะว่า ระดับความแม่นยำมีมากถึง 99%

 

4.Petcube กล้องเลเซอร์อัจฉริยะ

petcube
          
gadget เอาใจทาสที่จะสร้างความบันเทิงให้เหล่าสัตว์เลี้ยงได้ในเวลาที่เจ้าของไม่อยู่ ด้วยรูปทรงสี่เหลี่ยม ขนาดกะทัดรัด ที่มาพร้อม Wi – fi camera, intercom system และ laser สีแดง ที่จะช่วยให้เจ้าเหมียวได้ขยับ ออกกำลังกาย วิ่งไล่ได้อย่างสนุก ซึ่งไฮไลท์ของตัวนี้อยู่ที่คุณสามารถเห็นเจ้าเหมียวผ่านทางโทรศัพท์ที่เราได้เชื่อมต่อ gadget กับสมาร์ทโฟนเอาไว้ค่ะ ตัวเครื่องมีกล้องให้เราดูและเล่นกับน้องแบบเรียลไทม์กันไปเลย แถมยังบังคับเลเซอร์ได้ตามต้องการ เรียกว่าน้องเหมียวจะไม่เหงาอีกต่อไป แม้ว่าเราจะไม่อยู่บ้าน นอกจากนี้ ยังสามารถถ่ายรูปเพื่อแชร์ลงโซเชียลได้อีกด้วย

 

5.Smart Cat Feeder by Bistro

Picture1
          
นวัตกรรมสุดล้ำกับเครื่องให้อาหารแมวอัจฉริยะจาก Bistro ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมแข่งขันนวัตกรรมที่จัดโดย Indiegogo แพลตฟอร์มระดมทุนขนาดใหญ่ที่จะจัดแคมเปญเพื่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม ศิลปะ และภาพยนตร์ ความพิเศษของเจ้าเครื่องนี้อยู่ที่สามารถวิเคราะห์และจดจำใบหน้าของเจ้าเหมียวแต่ละตัวได้

ช่วยควบคุมการให้อาหารเวลาที่เจ้าของไม่อยู่บ้าน เพียงแค่เจ้าเหมียวมายืนอยู่ที่หน้าเครื่อง จะมีเซ็นเซอร์วัดน้ำหนัก จากนั้นเครื่องจะวิเคราะห์ใบหน้า และเก็บรวบรวมประมวลผลปริมาณอาหารและน้ำที่กินส่งไปยังสมาร์ทโฟนของเจ้าของ ทำให้เจ้าของอย่างเรารู้ถึงพฤติกรรมการกินอาหารของเจ้าเหมียว เพื่อนำมาปรับให้เหมาะสมกับแมวแต่ละตัว นอกจากนี้ ที่เจ๋งกว่านั้นคือ กล้องดังกล่าวนี้ยังสามารถบันทึกวีดีโอขณะที่เจ้าเหมียวกำลังกินข้าวส่งไปยังเจ้าของได้อีกด้วย

Bistro

 

6.Bow-Lingual Dog Translator

Picture3

          ถ้าโดราเอมอนมีวุ้นแปลภาษา Bow-Lingual ตัวนี้ก็ทำได้ดีไม่แพ้กันค่ะ เพราะเป็น Gadget ที่พัฒนามาเพื่อแปลงเสียงเห่าของสุนัขมาให้เจ้าของอย่างเรา ๆ เข้าใจว่าน้องหมานั้นกำลังสื่อสารอะไรกับเราบ้าง ซึ่งการแปลงผลจะออกมาในรูปแบบของภาพที่แสดงอารมณ์ เช่น กำลังหิว กำลังเศร้า เจ้าสิ่งนี้อาจจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของและน้องหมาได้ดียิ่งขึ้นก็ได้

 

7.Furbo Dog Camera

Picture4

            Gadget ตัวนี้น่าจะถูกใจทาสหลาย ๆ คนนะคะ เพราะเป็นกล้องที่ทำออกมาเพื่อดูแลเหล่านายท่านของเรา ที่เคยไหมคะต้องไปทำงานต่างจังหวัดหลายวัน แต่เป็นห่วงว่าน้อง ๆ จะอยู่บ้านกันอย่างไร เพียงแค่มี Furbo ทุกความกังวลใจจะหมดไป เพราะเจ้าของสามารถดูสัตว์เลี้ยงผ่านมือถือได้ จะฟังเสียงน้องหมาน้องหมา หรือจะส่งเสียงทักทายก็ยังได้ ไฮไลท์ยังไม่หมดเท่านี้ ถ้าอยากให้อาหารก็ทำได้เช่นกัน แค่กดสั่ง อาหารก็จะถูกดีดออกแล้ว เพียงเท่านี้ระยะทางก็จะไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป

            เทคโนโลยีเข้ามาเพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้กับเราก็จริง แต่อย่าลืมว่าอย่างไรเสียเจ้านายตัวน้อยของเราก็ยังต้องการทาสอย่างเรามากที่สุด ทางที่ดีแบ่งเวลาเล่นและเอาใจใส่พวกเขาวันละนิดน่าจะดีกว่านะคะ

ถอดรหัส โลกเสมือนจริง ช่วยธุรกิจได้จริงหรือ?

Picture6

         ปัจจุบันโลกกำลังก้าวสู่ยุคของเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง ที่มีเครื่อข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นส่วนประกอบหลักที่ก่อให้เกิดการแข่งขันในการนำเทคโนโลยีมาใช้ทางธุรกิจ อย่าง Virtual Reality (VR) โลกเสมือน VR ทำให้เราวาร์ปการรับรู้ของผู้ใช้เข้าไปยังอีกโลกหนึ่ง โดยใช้การเรนเดอร์ด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิกให้ออกมาสวยงามสมจริง จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้าถึงช่องทางการติดต่อสื่อสารใหม่ ๆ เราอาจจะพอนึกออกว่าเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ถูกนำไปใช้ในด้านบันเทิงเสียมาก แต่จริง ๆ แล้วโลกเสมือนจริงสามารถช่วยภาคธุรกิจได้จริง ๆ น่ะหรือ เราจะพาถอดรหัสเพื่อหาคำตอบนั้นกันค่ะ

 

Virtual Reality (VR): เทคโนโลยีโลกเสมือน
            เป็นการจำลองวัตถุหรือองค์ประกอบเสมือนโดยผ่านอุปกรณ์สารสนเทศ ซึ่งผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถานที่นั้นเลยก็ได้ พูดง่าย ๆ คือการสร้างโลกเสมือนที่ตัดขาดโลกภายนอกได้อย่างไร้ร่องรอย โดยทั่วไปจะใช้อุปกรณ์อย่างแว่น VR เมื่อเราใส่แว่นนี้ บรรยากาศรอบข้างจะเปลี่ยนไปตามสถานที่เสมือนจริงต่าง ๆ ที่อยู่ในแว่น เราสามารถเห็นแบบ 360 องศา ซึ่งเราจะพบได้มากในอุตสาหกรรมบันเทิงอย่างธุรกิจเกมและการสื่อสารที่จะทำให้เราสามารถใกล้ชิดกันได้มากกว่าที่เคยเป็น

5ff4969d86c95

 

 

Augmented Reality (AR): เมื่อโลกเสมือนมาบรรจบกับความจริง
        
เทคโนโลยีที่มีการผสมผสานโลกเสมือนเพิ่มเข้าไปในโลกแห่งความเป็นจริง เพื่อทำให้เกิดการกลมกลืนกันให้มากที่สุดจนมนุษย์อย่างเรา ๆ แยกไม่ออก โดยทำการเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์ เช่น Webcam สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ รวมถึงการใช้ Software ต่าง ๆ เพื่อจะทำให้ภาพที่เห็นในจอกลายเป็นภาพ 3 มิติ และมีมุมมอง 360 องศา อย่างเกมที่ดังมากในช่วงหลายปีที่ผ่าน “Pokemon GO” ซึ่งเราสามารถจับโปเกมอนที่โผล่ออกมาในสภาพแวดล้อมจริง ๆ ได้ผ่านทางสมาร์ทโฟน นับว่าประสบความสำเร็จแบบถล่มทลาย

picture1

 

Augmented Reality ก้าวมาสู่บทบาทในภาคธุรกิจ
          
 โดยเฉพาะเดี๋ยวนี้การให้ลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องราวของแบรนด์สินค้าหรือการเข้ามามีประสบการณ์ร่วมกับสินค้าถือเป็นส่วนสำคัญที่ส่งเสริมการขายได้เป็นอย่างดี ในขณะเดียวกัน Augmented Reality (AR) ในธุรกิจค้าปลีกต่าง ๆ ก็ได้นำเทคโนลีดังกล่าวนี้มาเชิญชวนให้ลูกค้าเข้ามามีประสบการณ์ร่วมกับสินค้าในโลกเสมือนจริงผ่านแอพพลิเคชั่น AR แบบโต้ตอบและนำเสนอมุมมองของตัวสินค้าในหลายมิติ ทั้งได้สัมผัส ทดลองสินค้า ซึ่งเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญในการช่วยตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าทางออนไลน์ให้ง่ายขึ้นนั่นเอง เช่น ธุรกิจแบรนด์เครื่องแต่งกายและรองเท้าชื่อดังอย่าง Timberland ก็จับเอาเทคโนโลยี AR โดยการสร้าง Virtaul Fitting Mirror ขึ้นเพื่อให้ลูกค้าได้ลองนำผลิตภัณฑ์ของแบรนด์มาทาบกับตัวแทนการลองเสื้อผ้า รองเท้าจริง ๆ แน่นอนว่าลูกค้าสามารถสนุกสนานกับความแปลกใหม่และตื่นตาตื่นใจ

5ff496f2abbf7

            หรืออย่างแวดวง Jewelry เอง บางครั้งการเลือกซื้อออนไลน์แบบเดิม ๆ เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเครื่องประดับนั้นเหมาะสมกับเราหรือไม่ ถ้าเราไม่ได้ไปลองด้วยตัวเอง ด้วยความที่สินค้าอัญมณีเชื่อมโยงและสะท้อนกับวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน รวมถึงความหรูหราและราคาที่สูง ดังนั้น การนำเสนอสินค้าให้มีความน่าสนใจ มีสตอรี่เป็นเรื่องที่สำคัญที่จะนำมาเป็นจุดขายให้เกิดความโดดเด่นในการตลาดที่มีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะการขายบนโลกออนไลน์ ที่ได้นำแอพพลิเคชั่น และการถ่ายภาพมาเชื่อมต่อกันเพื่อให้ลูกค้าได้ลองสินค้าจริง ๆ โดยที่ไม่ต้องเดินทางไปยังหน้าร้าน

 

Picture4

Picture5

            นอกจากการเล่าเรื่องราว การสร้างประสบการณ์ร่วมระหว่างแบรนด์สินค้าและลูกค้าแล้ว ยังเป็นการสร้างความพึงพอใจ ความเชื่อมั่นและโน้มน้าวให้เกิดการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้มากขึ้นด้วย   

 

            นอกจากนี้ เทคโนโลยีเสมือนจริง (AR) เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่สามารถใช้ในการเผยแพร่แบรนด์สินค้าไปทั่วโลก ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้เป็นจำนวนมาก เพียงแค่มีสมาร์ทโฟนเครื่องเดียว เปรียบเทียบกับกลยุทธ์ทางการตลาดเดิม ๆ ที่นำเสนอขายเครื่องประดับในแคตตาล็อกราคาแพงพร้อมภาพสุดหรู กับการใช้ Augmented Reality (AR) ทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจมากขึ้น นั่นเป็นการแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างได้อย่างชัดเจนโดย AR สามารถนำเสนอข้อมูล ทั้งในการถ่ายทอดเรื่องราว การสัมผัสกับสินค้าเสมือนจริง ซึ่งสามารถให้รายละเอียดให้กับลูกค้าได้ในทุกมุมมอง AR จะเป็นตัวช่วยเพิ่มความเสมือนจริง และยังช่วยให้ลูกค้าได้รับข้อมูลอย่างเพียงพอและมั่นใจก่อนที่จะตัดสินใจซื้อนั่นเอง

ฉีกกฎเดิมๆ ก้าวผ่านความกลัวจากงานประจำสู่ธุรกิจสตาร์ทอัพ

Picture1

 

            เคยได้ยินหลายคนพูดว่า “ทำงานประจำก็ดีอยู่แล้ว จะออกมาเสี่ยงกับอะไรที่เราไม่รู้หนทางข้างหน้าทำไม” นั่นคือคำพูดของคนที่ไม่กล้าหลุดออกจาก Comfort Zone และก็ไม่ง่ายเลยที่จะก้าวผ่านความกลัวตรงนี้ได้ รวมถึงไม่ใช่ทุกคนจะสามารถทำได้ เราจะไม่พูดว่า ออกมาแล้วต้องทำสำเร็จ เพราะค่าความสำเร็จของแต่ละคนไม่เท่ากัน

เอาชนะความกลัวด้วย Passion
          
รู้หรือไม่ว่า ธุรกิจสตาร์ทอัพเริ่มมาจาก Passion ของคน ๆ หนึ่ง ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองความต้องการของคนบนโลกนี้ และในขณะเดียวกัน มันคือการนำ Passion มาทำให้เป็นเงิน การจะเริ่มต้นธุรกิจสักอย่างหนึ่ง เชื่อแน่ว่าหลายคนต้องผ่านความกลัว ความกังวล ว่าทำไปแล้ว จะเจ๊งไหม หรือแม้กระทั่งการสงสัยและตั้งคำถามในตัวเอง ว่าคนอย่างฉันจะทำได้เหรอ เคยมีการศึกษาหนึ่งบอกว่ากรที่เราบอกตัวเองซ้ำ ๆ มันจะถูกฝังลงไปในจิตใต้สำนึก ทำให้เราสามารถทำสิ่งนั้นได้อย่างอัตโนมัติ เช่น ถ้าเรากลัว ไม่กล้าจะออกจากงานประจำ เราก็อาจจะบอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่า ฉันไม่กลัว ฉันทำได้ บางคนคิดแต่ไม่กล้าลงมือทำ เอาแต่รอ รอให้มีเงินที่มากพอ รอนั่นรอนี่ไปเรื่อย ๆ นั่นจะกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ให้เราไม่เริ่มต้นสักที ชีวิตคนเรามันไม่ได้พร้อมแบบเพอร์เฟค 100% แต่มันอาศัยการเรียนรู้และปรับเปลี่ยนไปตลอดทั้งชีวิต ขอแค่คุณมั่นใจว่าปัญหาที่คุณต้องการแก้คือปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ๆ และมีพลังมากพอที่จะทำให้มันเกิดขึ้นมาจริง ๆ

5ff870bc1126c

 

ควรเริ่มต้นธุรกิจสตาร์ทอัพอย่างไรให้เวิร์ค
          
ถ้ามีใครบอกว่าเราควรเริ่มต้นธุรกิจจากสิ่งที่เราชอบแล้วจะประสบความสำเร็จ บอกเลยค่ะว่า มันเป็นแค่คำพูดลอย ๆ เนื่องจากสิ่งที่เราชอบมันอาจจะไม่ได้มีเพียงแค่หนึ่งอย่าง มันยากที่เราจะไล่ทดสอบความชอบและ Passion ว่าเป็นสิ่งที่ผู้คนสนใจมันหรือเปล่า ดังนั้น ทางที่ง่ายกว่าคือการค้นหาว่าผู้คนต้องการอะไร แล้วเอา Passion หรือ skill ที่คุณมีไปสร้างคุณค่า เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนเหล่านั้น 

            อ่านมาถึงตรงนี้ คุณอาจกำลังสงสัย ว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้คนต้องการอะไร? เราจะต้องทำการวิเคราะห์ออกมาก่อนด้วยสมการง่าย ๆ ที่ว่า “Passion + Skill -> Problem + Market = Opportunity” จากนั้นให้คุณมีมุมมองในการคิดที่จะทำธุรกิจว่า 
            1) เริ่มต้นที่ปัญหา เนื่องจากปัญหาจะช่วยให้เราสามารถประเมินขนาดของตลาด (หมายถึง ผู้คนที่ประบกับปัญหานั้นอยู่) เพื่อตีออกมาเป็นมูลค่าของธุรกิจ ว่าธุรกิจของเราจะทำเงินได้เท่าไหร่ ซึ่งในการวิเคราะห์ปัญหาปัญหาที่เหมาะกับธุรกิจสตาร์ทอัพ ให้เน้นปัญหาที่หนักหนาสาหัสและยังหาทางออกไม่ได้ จุดนี้ถ้าคุณกลัว จบเลยนะคะ ต่อมา เน้นปัญหาที่ใหญ่ หมายถึงปัญหานี้กระทบต่อผู้คนจำนวนมาก และอย่างสุดท้ายคือ เน้นปัญหาที่ยาวนานจนดูเหมือนจะเรื้อรัง

5ff870e6539dc
            2) จากนั้น ควรเริ่มต้นธุรกิจด้วยต้นทุนที่ต่ำไว้ก่อน จากน้อยไปมาก เพราะหากมีอะไรผิดพลาด เรายังพลิกฟื้นตัวได้ง่ายกว่า อีกทั้ง ต้นทุนที่ต่ำสามารถขยายไปให้สูงขึ้นได้ในอนาคต แล้วต้นทุนที่สูงตั้งแต่ต้น มันจะทำให้เราจมไม่ลง ปรับแก้ได้ลำบากมากกว่า
            3) และสุดท้าย เริ่มต้นลงมือทำ อย่ามัวแต่คิด ฝันจะเป็นจริงแล้ว เพียงแค่เราลงมือทำ ถ้าฝันยังคงล่องลอยอยู่แค่เพียงในหัว มันก็เท่ากับเป็นแค่ฝันกลางวัน

5ff8710f84fbf

 

            แค่ก้าวผ่านความกลัวได้ คุณก็ไปต่อได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ถ้าเรามีความรู้ และพร้อมที่จะลงมือทำ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่อยากติดกับการวนลูปอยู่กับงานประจำเดิม ๆ จงทำตาม Passion ที่คุณมี Passion และ Skill ที่คุณมี ถ้าไปตรงกับความต้องการของผู้คนได้ อย่างไรมันก็คือโอกาสทางธุรกิจ แต่หากใครยังไม่กล้าจะเดินออกจาก Comfort Zone จริง ๆ เอาแนวทางข้างต้นนี้ไปใช้ในการต่อยอดเพื่อเกิดรายได้เสริมก็ได้ค่ะ 
            ถึงตรงนี้ เราอาจจะตอบคำถามของคนในตอนต้นได้แล้ว ว่าในช่วงเริ่มต้นของการทำธุรกิจ ความมั่นคงอาจจะยังเป็นศูนย์ เพราะเต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่พอทำไปนาน ๆ เข้า จนเกิดทักษะความชำนาญ ความเสี่ยงนั้นจะค่อย ๆ ลดลง และถูกแทนที่ด้วยความมั่งคั่งนั่นเอง


a
เชื่อว่าหลายๆคนคงมีความคิดที่จะลาออกจากงานประจำที่สุดแสนจะน่าเบื่อและเลือกมาตายเอาดาบหน้า แต่ช้าก่อน
!! จงจำไว้ว่าหากสิ่งสำคัญ 4 อย่างนี้ยังไม่พร้อม จงอย่าเพิ่งเสี่ยงลาออกจากงานประจำเด็ดขาดเพราะคุณมีโอกาศสูงมากที่จะเจ๊งและไปไม่รอดในการทำธุรกิจส่วนตัว เรามาดูกันว่า 4 อย่างสำคัญที่คุณต้องเตรียมพร้อมนั้นมีอะไรบ้าง


1.คอนเน็คชั่น

คอนเน็คชั่น คือสิ่งสำคัญอันดับแรกๆ ของการเริ่มต้นทำธุรกิจ เพราะมันเป็นสิ่งที่ช่วยการันตีว่าธุรกิจของคุณจะได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มคนที่มีศักยภาพพร้อมที่จะช่วยเหลือหรือให้เครดิตต่างๆกับเราในการทำธุรกิจ เช่นกลุ่มคู่ค้าที่คอยส่งสินค้าในราคาทุนให้กับเรา หรือว่าจะเป็นลูกค้าที่เชื่อใจและพร้อมจะสนับสนุนเราไปตลอดระยะเวลาในการทำธุรกิจ

 

2.เงินทุน

คงไม่ดีแน่ หากคุณเลือกที่จะลาออกจากงานประจำโดยไร้ซึ่งเงินเก็บสำหรับใช้ในชีวิตช่วงทำธุรกิจ เพราะคุณต้องตระหนักไว้ว่าการทำธุรกิจนั้นคือการลงทุนจึงจะได้ผลตอบแทน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้าหรืองานบริการก็ต้องลงทุนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ค่าสินค้า ค่าอะไหล่ เครื่องจักร น้ำมันรถ ค่าอุปกรณ์สำนักงาน ล้วนแต่ต้องใช้เงินในการบริหารสิ่งเหล่านี้



3.ความชำนาญในธุรกิจ

การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จอย่างน้อยเราต้องมีความชำนาญในการทำธุรกิจ เพราะหากคุณลองสังเกตุจากคนที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม พวกเขาเหล่านั้นล้วนแต่รู้ลึกรู้จริงในธุรกิจที่เขาทำ และเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ เพราะคุณต้องรู้และทำได้ดีก่อนจึงจะสอนคนอื่นได้

 

4.กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

แน่นอนว่าถึงแม้ว่าคุณจะมีพร้อมทั้งคอนเน็คชั่น เงินทุน หรือความรู้เชี่ยวชาญในธุรกิจ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณจะขายสินค้าและบริการของคุณให้กับใคร และลูกค้าแบบไหนที่ใช้บริการเรา เพราะการที่เรารู้จักกลุ่มลูกค้าเป้าหมายดี ก็จะช่วยให้เราวางแนวทางและกำหนดเป้าหมายในการทำธูรกิจได้ชัดขึ้น ไม่ใช่ว่าทำธุรกิจแบบไม่รู้เลยสักนิดว่าจะไปขายให้ใคร เพราะแบบนั้นก็ถือว่าเจ๊งตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำแล้ว

Joomla คือCMSรูปแบบหนึ่ง ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้เขียนเว็บไซต์แบบสำเร็จรูป มีความยืดหยุ่นสูง สามารถเพิ่มระบบเสริม Extension หรือ Plugin ต่างๆ ได้มากมาย  ซึ่งCMSที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันมีมากมายหลายตัว แต่ถ้าเอาแบบที่คนนิยมเยอะสุดได้แก่ Wordpress>Joomla>Drupal ตามลำดับ  แต่สำหรับบทความที่เขียนในวันนี้ ผู้เขียนจะขอให้ Joomla เป็นพระเอกครับ เพราะโดยส่วนตัวหลังจากได้ลองใช้Joomla มา 4 ปี กลับรู้สึกชอบในความยืดหยุ่นของCMS(Joomla)เป็นอย่างมาก  ซึ่งผู้เขียนจะขอธิบายข้อดีและข้อเสียของเจ้า Joomla ไว้ดังต่อไปนี้

joomla-advantages

 

 

ข้อดีของ Joomla

 

มีความยืดหยุ่นสูง

  • ระบบของ Joomla นั้นมีความยืดหยุ่นสูงมาก แต่ก็ออกจะซับซ้อนไปหน่อยสำหรับผู้เริ่มใช้งานใหม่ๆ ซึ่งอาจจะทำให้งงได้ แต่โดยส่วนตัวผู้เขียนเป็นคนชอบแต่งเว็บ ปรับโน่น เพิ่มนี่ตลอดเวลา และเท่าที่ได้ลองจับCMSมาแล้วหลายตัว พบว่าJoomlaตอบโจทย์ตรงนี้ได้มากที่สุด

 joomla-pic

สามารถใช้ทำเว็บไซต์ขนาดใหญ่ก็ได้

  • ด้วยความที่ Joomla สามารถเสริมพวก Component ,Plugin,Module,Language Switch จึงถือว่าครบเครื่องมากหากจะใช้ทำเว็บขนาดใหญ่ที่ต้องมีการจัดการข้อมูลหลายๆ ส่วน หรือเรียกได้ว่า Joomla ทำเว็บได้แทบทุกชนิดเลยก็ว่าได้

 

ทำเว็บขายสินค้าออนไลน์ก็ดี

  • มีปลั๊กอินเสริมที่เรียกว่า Virtuemart แต่หลายๆคนบอกว่าใช้งานยาก ซึ่งผู้เขียนคิดว่าไม่ เพียงแต่หน้าตาอาจจะไม่สวยเท่ากับ Woocommerce ของ Wordpress เท่านั้นเอง อันนี้สังเกตุจากลูกค้าก็จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ลงสินค้าง่ายดี และยอดเยี่ยมไปอีกถ้าเอาไปทำเว็บสินค้าแนว Catalog ที่ตัดระบบชำระเงินออกไป ให้เหลือแต่การแสดงสินค้าอย่างเดียว ข้อนี้ประทับใจมาก
  • joomla-ecommerce

 

เป็นมิตรกับนักพัฒนา

  • ตรงนี้ตรงใจผู้เขียนมากที่สุด เพราะถึงJoomla จะเป็นเว็บสำเร็จรูปก็จริง แต่ถ้าประยุกต์ใช้ดีๆ ก็สามารถใช้ออกแบบเว็บได้แทบทุกแนว อีกทั้งTemplate ของjoomla บางตัวก็ยืดหยุ่นมาก สามารถแก้ไข ปรับแต่งได้อย่างไร้ขีดจำกัด

 

ปลอดภัยสูง

  • มีการอัพเดดเวอร์ชั่นบ่อย เพื่อคอยปิดช่องโหว่ความปลอดภัยให้Joomlaอยู่เสมอ

 

Social Network ของ Joomla อยู่ทั่วโลก

  • หากคุณต้องการความช่วยเหลือ คุณจะเจอกลุ่มเพื่อนนักพัฒนาเว็บไซต์ที่ใช้joomla ที่เยอะมากๆ ก็ใช่สิJoomlaเป็นCMSรุ่นบุกเบิกฐานผู้ใช้จึงมีตั้งแต่เด็กยันวัยชราเลยทีเดียว อีกทั้งทุกปัญหาที่เราเจอระหว่างการใช้งาน Joomla จะมีคำตอบและวิธีแก้ให้หมด แต่ตรงนี้ต้องรู้ภาษาอังกฤษบ้างนะครับ เพราะกระทู้เกี่ยวกับJoomlaส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ90%

 

 

ข้อเสียของ Joomla

 

ไม่เหมาะกับการทำเว็บแนวBLOGหรือบทความ

  • คุณจะปวดหัวมากถ้าต้องทำเว็บประเภทBlog ด้วยJoomla เพราะจะให้ความรู้สึกเหมือนนายจะเยอะไปไหน อัพรูปก็ยาก อัพบทความก็ยาก งงมากพูดเลย แตเดี๋ยว!!แต่ถ้าคุณคือสายเปย์ เงินไม่ใช่ปัญหา คุณก็สามารถหาซื้อPlugin เสริมเด็ดๆ มาใส่ ให้เว็บJoomlaของคุณเป็นเว็บบล๊อกสวยๆได้ เหมือนกัน

joomla-web-blog-sample

ใช้งานยากไม่เหมาะกับผู้เริ่มต้น

  • หากคุณคิดอยากลองฝึกทำเว็บครั้งแรกในชีวิตกับJoomlaแล้วละก็ ขอจงล้มเลิกความคิดนี้ไปได้เลย เพราะคุณต้องมีพื้นฐานด้านเว็บไซต์พอสมควรถึงจะcontrolเจ้า Joomla ม้าพยศนี้ได้ เพราะระบบของJoomlaใหญ่โต อลังการงานสร้าง มีเมนูฟังก์ชั่นมากมายหลายพันรายการ จดจำกันไม่หวาดไม่ไหว ต้องอาศัยฝึกทำบ่อยๆ เท่านั้น

 

หน้าตาระบบหลังบ้านไม่สวย

  • อันนี้ยอมรับเลยว่า หน้าตาของระบบหลังบ้านของjoomla อาจจะดูไม่สวย ไม่น่ารัก ถ้าจะให้เทียบกับWordpressซึ่งมีความทันสมัย และดูสบายตามากกว่า 

 

 

สุดท้ายนี้สิ่งที่ผู้เขียนอยากฝากไว้คือ CMS อย่างJoomla ถึงแม้ว่าจะดีมาก แต่ก็มีช่องโหว่ และจุดด้อยเยอะพอสมควร ซึ่งก็เป็นธรรมดาของCMS ทุกตัวบนโลกที่ไม่มีตัวไหนดีที่สุด ทุกตัวมีความโดดเด่น แตกต่างกันไป หากคุณลองJoomla แล้วไม่ชอบ ก็สามารถเลือกใช้ Wordpress หรือ Drupal และลองถามตัวเองดูว่าโปรแกรมไหนเหมาะกับเรามากที่สุด

Page 1 of 2